ประตูใหญ่บางขวาง(ยัง)เปิดอยู่

ในสมัยพุทธกาลมีผู้คนมากมายพยายามแสวงหาหนทางสู่พระนิพพาน การพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นที่ปรารถนาของผู้คนในยุคนั้น นั่นจึงเป็นที่มาที่เราจึงได้เห็นฤาษี ชี ไพร ปริพาชก พยายามประพฤติปฏิบัติกัน ทำกันทุกอย่างไม่ว่าจะทุกรกิริยาซึ่งแสนจะยากลำบาก แต่ก็อดทนทำกัน นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาเหล่านั้นปรารถนาจะพ้นทุกข์จริงๆ พูดไปแล้ว สาวกวันนั้นอาจจะง่ายกว่าวันนี้ก็ตรงมีคนแสวงหาทางออกกันอยู่แล้ว   วันนี้สถานการณ์ต่างออกไป ผู้คนหลงไหลไปกับกามสุข ความหรูหรา สะดวกสบาย เรื่องจะให้มานั่งลำบากนะหรือ? ลืมไปได้เลย   ใน ธัมมจักรกัปวัตตนสูตร พระองค์จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางสุดโต่ง ๒ สาย ที่บรรพชิตไม่ควรเสพ คือ กามสุขัลลิกานุโยโค การประกอบตนพัวพันอยู่ด้วยกาม เป็นของชาวบ้าน เป็นของชนชั้นปุถุชน และ อัตตกิลมถานุโยโค การทรมานตนให้ลำบาก เป็นสิ่งนำมาซึ่งทุกข์ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า   พระองค์พูดกันเอาไว้หมดแล้วทั้งหลงใหลในกามและทรมานตนให้ลำบาก จากนั้นท่านได้ชี้บอกว่าทางสายกลางมีอยู่นั่นเป็นทางสู่พระนิพพาน สู่ความสงบเย็น แล้วก็ประกาศเลยว่าทางสายกลางนั้นเป็นสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ ประกอบด้วยองค์ ๘ประการ คือ อริยมรรคมีองค์๘   ทางออกจากทุกข์ท่านได้แสดงไว้แล้ว ได้เดินนำไปก่อนแล้ว สังสารวัฏนี้คือคุกขังสัตว์ที่แข็งแรง ไม่มีทางที่สัตว์โลกจะออกได้ด้วยปัญญาปุถุชนอันทุพลภาพ มีแต่ความหลงใหลในสิ่งลวงใจ แต่บัดนี้ประตูคุกถูกเปิดแล้วด้วยปัญญาการตรัสรู้ของพระองค์   ในขณะเดียวกันประตูห้องขังของนักโทษแต่ละห้อง แต่ละห้องนั้น ดูเหมือนจะถูกปิดไว้แต่ในความเป็นจริง ประตูแต่ละห้องนั้นกลับไม่ได้ใส่กุญแจ เมื่อสาวกได้ฟังคำพระศาสดา และประพฤติปฏิบัติตาม จึงได้พบความอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ ได้เห็นความจริงว่าประตูใหญ่ของสังสารวัฏได้ถูกเปิดออกแล้วจริงๆ สาวกทุกคนจึงรีบวิ่งกันเข้าไปประกาศให้คนในคุกทั้งหลายรีบตื่นขึ้นแล้วก็กระชากประตูลูกกรงแต่ละห้องอย่างสุดแรงและได้ประหลาดใจพร้อมได้ดีใจเป็นครั้งที่สองคือ ประตูห้องขังแต่ละห้องไม่ได้ล็อค จึงรีบบอกถึงสิ่งอัศจรรย์ที่ได้พบจากปัญญาการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเสียงสั่นระรัว แต่ความสุขความดีใจค่อยสลายๆไปเพราะ..แทบจะไม่มีนีกโทษคนไหนสนใจจะเดินตามออกมาเลย พวกเขาพลีกายเทใจให้กับห้องขังที่พัศดีประดับประดาเอาไว้ให้หลงใหล นี่จึงกลายเป็นคุกที่แยบยล แนบเนียนยิ่งกว่าสมัยใดใด จนพัศดีไม่ต้องใช้ผู้คุม ไม่ต้องล็อคกุญแจห้องขัง แถมนั่งยิ้มอยู่บริเวณประตูใหญ่ และปล่อยให้สาวกเดินไปชักชวนได้ถึงในห้องขังอย่างยิ้มเยาะ หัวเราะด้วยความสมเพศและสะใจ ทั้งต่อสาวกที่ต้องเหนื่อยเปล่าและนักโทษผู้โง่เขลา หลงใหลแค่ของลวงๆ ของชั่วคราว เป็นจริงเป็นจังกับสิ่งไร้สาระ   พัศดีเคยทูลขอพระพุทธเจ้าให้ละขันธ์ ปรินิพพานไปแล้วครั้งหนึ่ง ความจริงประตูคุกควรจะถูกปิดไปแล้วตั้งแต่วันนั้น แต่ด้วยพระปรีชาสามารถและความทุ่มเทของพระพุทธเจ้า ที่ได้ทรงประกาศปาฏิโมกข์ไว้และตั้งธรรมวินัยให้ภิกษุต้องสวดและฟังในทุกกึ่งเดือน จึงทำให้พระพุทธศาสนายังคงอยู่มาถึงวันนี้ ประตูคุกที่เปิดอ้าส้า 180 องศามาเป็นเวลานานถึง 2,600 ปี หลังการตรัสรู้ แต่คนคุกกลับไม่รู้เลยว่าประตูใหญ่ของคุกนั้น ได้มีเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เดินไปดึงประตูเพื่อปิดกลับไปเหมือนเดิม ประตูใหญ่ของคุกนี้กำลังปิดลงอย่างช้าๆ คนคุกหาได้รู้เรื่องไม่ เพราะคาราโอเกะที่กำลังตะโกนแหกปากร้องกันอยู่นั้น มันกลบเสียงทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่รอบๆโดยหมดสิ้น   เพราะมัวแต่หลงใหลสิ่งที่พัศดีสร้างไว้ล่อในห้องขัง คนคุกกลับไม่เห็นความจริงว่า ที่กำลังหัวเราะมีความสุขอยู่กับทีวีจอแบน ipad, iphone, Hi-speed internet กระเป๋า เสื้อผ้า สิ่งยวนใจนั้น ทั้งๆที่เพื่อนร่วมคุก ห้องขังข้างๆถูกลากออกไปประหารทุกวัน สาวกพยายามบอกว่า “เธอก็โดนพิพากษาประหารด้วยเช่นกัน ทำไมไม่หาทางหนีออกไปในขณะที่เวลายังคงเหลือ ซึ่งไม่รู้ด้วยว่าเหลืออยู่เท่าไหร่ ก่อนที่เขาจะมาลากออกไปประหาร”   คำตอบที่ได้กลับทำให้สาวกที่ยืนรอที่จะช่วยชี้บอกทางนั้น ต้องก้มหน้าถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ทั้งๆที่ยืนรออยู่ด้วยใจระทึก ทั้งๆที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรด้วยเลยเพราะความจริงก็คือ “กูไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย แต่ผู้คนกลับมาพูดกันเองว่า นั่นมันหน้าที่ของมึงที่ต้องมาบอกกู ส่วนกูจะทำหรือไม่ทำตามนั่นมันสิทธิของกู”   สาวกเองก็ยืนลุ้นมองดูนาฬิกาสลับกับหันกลับไปมองประตูใหญ่ กลัวมันจะปิดเสียก่อน กลัวเจ้าหน้าที่คุกจะเดินมาลาก คนๆนั้นไปประหารเสียก่อน   แต่คำตอบที่ได้กลับกลายเป็น “เดี๋ยวนะ ขอดูละครให้จบก่อน ตอนนี้เป็นตอนจบซะด้วย ไปบอกห้องอื่นก่อนก็ได้ ”   มาจนถึงวันนี้ สาวกทั้งหลายได้พบความจริงจากบทเรียนที่ได้พบเจอมา จึงไม่ทุกข์กับใครๆอีกต่อไป ทำได้แค่ดีที่สุดอย่างเต็มความสามารถในชีวิตที่ยังเหลืออยู่ เพราะยอมรับความจริงแท้แน่นอนแล้วว่า..สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม   2013-09-01

ต้องได้ฟังสักครั้งในชาตินี้

ต้องได้ฟังสักครั้งในชาตินี้ โดย อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม 16 มกราคม 2567 ณ สวนยินดี เกาะพะลวย จ.สุราษฎร์ธานี

ต้องได้ฟังสักครั้งในชาตินี้⎪อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ฉันมีสิทธิ เขาทำครอบครัวฉัน

ถ้าท่านเป็นพ่อ แม่ พี่หรือน้องของใคร ซึ่งมีคนมาสู่ขอลูกสาวหรือคนในครอบครัวไปเพื่อแต่งงานด้วย จากนั้นเขาไปบวช ปล่อยให้ลูกสาวหรือคนในครอบครัวของท่านที่เขามาสู่ขอไปแต่งงานด้วย ต้องอยู่คนเดียว ว้าเหว่ เศร้าโศกอย่างพระนางพิมพา ท่านจะโกรธไหม? ท่านคงจะไปต่อว่าเขาด้วยถูกไหม? ท่านอาจจะผูกใจเจ็บ อาฆาตไม่เผาผีเลยก็ได้ หรือหากเจอหน้าคราครั้งใดคงต้องเข้าไปต่อว่าหรือหาทางกลั่นแกล้งเพื่อให้มันสาแก่ใจที่ทำกับคนรักของฉัน ท่านรู้สึกว่าท่านมีความชอบธรรมที่จะทำอย่างนั้นได้ เพราะคนๆ นั้นทำกับ “ครอบครัวของกู”   เรามาดูความจริงที่เราคิดเอาเองว่าเรารู้กันหน่อย แน่ใจหรือว่า เรา มีสิทธิ   ในสมัยพุทธกาล สุปปะพุทธะ ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระเทวทัตและพระนางยโสธราพิมพา พระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะนั่นเอง เมื่อรู้ว่าพระเทวทัตถูกธรณีสูบเพราะจองล้างจองผลาญพระพุทธองค์ แทนที่สุปปะพุทธะจะสำนึกในบาปบุญคุณโทษ กลับมีจิตโกรธแค้นอาฆาต ทั้งยังโกรธแค้นเจ้าชายสิทธัตถะที่ทอดทิ้งธิดาของตนออกผนวช จึงนำอำมาตย์ข้าราชบริพารไปนั่งดื่มสุรา ขวางทางที่พระพุทธองค์จะออกโปรดเวไนยสัตว์ ทำให้พระพุทธองค์เสด็จดำเนินไม่ได้เพราะมีทางออกอยู่ทางเดียว ถึงกับต้องอดพระกระยาหารไป 1 วัน   เมื่อพระอานนท์ทูลถามถึงความผิดของสุปปะพุทธะที่กระทำเช่นนั้น พระพุทธองค์ซึ่งทราบด้วยญาณ จึงตรัสว่า   “ดูก่อนอานนท์ หลังจากนี้ไปได้เจ็ดวัน สุปปะพุทธะจะลงอเวจีตามเทวทัตไป”   เมื่อสุปปะพุทธะทราบถึงพุทธดำรัส จึงขึ้นไปประทับบนชั้น 7 ของปราสาท ทั้งยังให้นายทวารคอยขัดขวางไว้ไม่ให้พระองค์ออกจากปราสาทใน 7 วัน   สุปปะพุทธะประทับอยู่ในปราสาทชั้น 7 จนถึงวันที่ 7 ก็ได้ยินเสียงม้าแก้ว ซึ่งเป็นม้าที่ทรงโปรดร้องก้อง ด้วยความเป็นห่วงม้า สุปปะพุทธะจึงวิ่งลงมา เหล่านายทวารก็คิดว่าครบ 7 วันตามกำหนดแล้ว จึงไม่มีผู้ใดขัดขวางไว้   พอสุปปะพุทธะก้าวพ้นปราสาท เหยียบพระบาทลงบนพื้น ธรณีก็เปิดออก สูบสุปปะพุทธะลงสู่ขุมนรกอเวจีตามพุทธดำรัส…   ถ้า สุปปพุทธะ คิดถูกอย่างที่ผู้คนทั่วไปเห็นว่านี่เป็นสิ่งที่ชอบธรรม เช่นฉันทำกับเขาได้เพราะเขาทำคนในครอบครัวของฉัน และเราเองก็ยังคงสงสัยไม่เข้าใจว่าสุปปพุทธะผิดยังไง เพราะเขาทำเพื่อครอบครัวของเขา นั่นแสดงว่าเราเองไม่เข้าใจ กุศล อกุศล สักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดในความเป็นตัวตน บุคคล เรา เขา   หรือเรามัวแต่คิดว่าเพราะสุปปพุทธะทำกับพระพุทธเจ้านั่นจึงผิด เพราะพระองค์เป็นผู้มีบุญญาธิการ การขวางพระองค์ซึ่งกำลังจะไปโปรดสัตว์เป็นกรรมหนัก ใช่..ความคิดอย่างนั้นไม่ผิดแน่นอน แต่ก็จะเข้าไปไม่ถึงต้นตอของการกระทำอยู่ดี   แต่จุดเริ่มต้นที่สุปปพุทธะทำสิ่งนี้ลงไป มันเริ่มจากความรู้สึกที่เขียนเอาไว้ที่ตอนแรกใช่ไหม ถึงได้ลงมือกระทำสิ่งต่างๆ ลงไป เราเองหากอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน เราก็อาจคิดหรือกระทำไม่ต่างออกไปเท่าไหร่ เพราะเราเองก็อยู่ในความคิดปรุงแต่ง เพียงแต่คนที่เรากระทำนั้นไม่ใช่พระพุทธเจ้า นั่นไม่ได้แปลว่าไม่ส่งผล เพียงแต่ผลจะรุนแรงน้อยกว่า จากจิตอาฆาตอกุศลของเราเอง   แปลว่าเราจะจัดการทำอะไรให้กับครอบครัวเราไม่ได้เลยหรือ? ได้แน่นอนเพราะวิบากกรรมทั้งหมดมันมาจากความอาฆาต อกุศลของเราเองต่างหาก และการกระทำที่เป็นอกุศลนั้นยิ่งส่งผลรุนแรงเพราะไปกระทำต่อบุคคลที่เป็นเนื้อนาบุญของโลกด้วย นั่นจึงส่งผลเป็นกรรมหนัก แต่อย่าลืมว่าที่เราคิดเอาเองว่าพระนางไม่สมควรต้องถูกทอดทิ้งอย่างนี้ ในที่สุดพระนางพิมพาบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์นะจากการที่เสด็จออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะนะ   ด้วยความไม่เข้าใจ ผู้คนทั้งหลายจึงสร้างกรรมไม่เคยหยุดหย่อน และหากเป็นสิ่งที่เรากระทำลงไปด้วยความรู้สึกแบบเดียวกับสุปปพุทธะ เชื่อเถอะว่าจะมีเสียงภายในมาคอยหาเหตุผลปกป้องตัวเองเสมอ ในสิ่งที่จะกระทำหรือได้กระทำลงไปแล้ว นั่นอาจทำให้เรารู้สึกว่าเราทำถูก แต่ความจริงไม่ขึ้นกับความเชื่อหรือความรู้สึกของใครทั้งสิ้น   ดังนั้นสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นถูกจะเกิดได้อย่าง ทำอย่างไรจึงจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริงได้   ปฏิบัติธรรม..ฟังธรรม กันเถอะ อย่ามัวแต่คิดอยู่เลย   2013-08-30

เราเองยังไม่รู้จักตัวเองเท่านี้เลย โชคดีที่ได้รู้ความจริงนี้ก่อนตาย

ตอน เราเองยังไม่รู้จักตัวเองเท่านี้เลย โชคดีที่ได้รู้ความจริงนี้ก่อนตาย วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565 โดยอาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ณ สวนยินดีเกาะพะลวย จ.สุราษฎร์ธานี

เราเองยังไม่รู้จักตัวเองเท่านี้เลย โชคดีที่ได้รู้ความจริงนี้ก่อนตาย l อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ทุกคนที่ทำผิด จะคิดว่าตัวเองทำถูก

ในคอร์สปฏิบัติธรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หลังนักศึกษาได้ปฏิบัติและฟังธรรมไปจนจบหลักสูตรแล้ว ในวันสุดท้ายได้มีการออกมาแสดงความคิดเห็น มีนักศึกษาชายคนหนึ่งออกมาเล่าเรื่องของเขาอย่างน่าสนใจ   “เมื่อตอนที่ผมอายุ 17 ปี เย็นวันหนึ่งขณะที่ผมอยู่บ้าน น้องชายของผมกลับจากโรงเรียนด้วยการวิ่งเข้าบ้านอย่างกระหืดกระหอบแล้วเขาก็บอกผมว่า พี่ ผมโดนจิ๊กโก๋ไล่ตีมา ตอนนี้มันดักรออยู่หน้าบ้าน ทันใดนั้น ผมรู้สึกโกรธมากจึงวิ่งไปหยิบปืนแล้วออกไปหน้าบ้านวิ่งไล่ยิงพวกนั้นอย่างเดือดดาล จากเหตุการณ์วันนั้น ผมถูกตำรวจจับ แต่ด้วยความที่อายุไม่ถึง 18 ปี จึงไม่ติดคุก”   แต่ที่ผมมีความรู้สึกตอนนี้หลังจากที่ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมกับอาจารย์คือผมรู้สึกว่า วันนั้นผมทำผิด แต่ที่ผมเอะใจขึ้นมาในขณะนี้ก็คือ ทำไมตอนนั้นผมจึงรู้สึกว่าผมทำถูก ผมปกป้องน้องชายของผม ผมเลยมีความรู้สึกว่า ทุกคนที่ทำผิด ในขณะที่เขาทำ เขาจะรู้สึกว่าเขาทำถูก   อาจารย์ครับ แล้วใครจะเป็นคนบอกในขณะที่ทุกคนทำผิดอยู่ แต่ก็จะมีความรู้สึกหนึ่งข้างในบอกเราว่าเราทำถูก   นักศึกษาคนนี้มีปัญญามาก เขาเห็นความจริงเกินไปกว่าที่คนธรรมดาควรจะเห็น คนทั่วไปจะเห็นแต่ตัวเอง แต่นี่เห็นออกไปถึงทุกคน นี่คืออาการของคนที่สลายสักกายทิฏฐิได้ชั่วคราว   คำตอบนี้น่าสนใจ ผมเชื่อว่าคนส่วนมากถ้าจะตอบคำถามนี้จะตอบว่า “สติ” แต่สำหรับผมคำตอบคือ ” สัมมาทิฏฐิ  ทุกวันนี้ที่สติมาเตือนกันทำไมยังทำอยู่ล่ะ โกรธ-รู้หมด อดไม่ได้ โลภ-อยากได้ สติเตือนแล้วสุดท้ายก็ซื้อ หลง-ก็ยอมหลงเพราะมันเพลิน มันสนุกดี ตัณหาเกิดขึ้น ยอมทำผิดเพียงเพราะทนไม่ไหว ขอหน่อยเถอะ พวกนี้สติมาเตือนแล้วทั้งนั้น   เมื่อเกิด สัมมาทิฏฐิ นั่นคือ เกิดปัญญา ที่จะรู้ผิดชอบชั่วดีจริงๆ เข้าถึงหัวจิตหัวใจของแต่ละคน ซึ่งนั่นจะไม่มีทางที่จะมุ่งร้าย เบียดเบียนใครอีกเลย   2013-06-28

เกี่ยวกับคุณแม่ยินดี พันธุนะ (สุขสด)

คุณแม่ยินดี เกิดวันที่ 17 ตุลาคม 2481 เกิดที่ตำบลไม้เรียง สถานีพานพออำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีบุตรธิดา 3 คนคือนายประเสริฐ อุทัยเฉลิม, นางสาวกุลวดี ฤทัยเฉลิม และนางสาวอตินุช สุขสด

Read More “เกี่ยวกับคุณแม่ยินดี พันธุนะ (สุขสด)”

เกี่ยวกับอ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ก่อนที่จะเข้ามาศึกษาธรรม :เป็นนักธุรกิจเรียนจบปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2523 จากนั้นทำธุรกิจนำเข้า และอสังหาริมทรัพย์ จนปี 2539 ยุค IMF เศรษฐกิจเกิดการผันผวนอย่างรุนแรงธุรกิจที่ ทำจึงล้มลง มีความทุกข์มาก จากภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว คุณแม่ยินดีจึงแนะนำให้เข้า ปฏิบัติธรรม

Read More “เกี่ยวกับอ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม”

เกี่ยวกับสวนยินดีเกาะพะลวย

เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังคอร์สที่สวนยินดีธรรม สุราษฎร์ธานี อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ออกเดินทางเพื่อหาสถานที่สงบเพื่อจะปลีกวิเวกหลังจากเดินทางเปิดคอร์สและบรรยายธรรมติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงตั้งใจเดินทางมาพักค้างในป่าเขาพลายดำซึ่งเคยได้ยินว่าเป็นสถานที่สงบและยังคงความเป็นป่าที่ สมบูรณ์ เมื่อขึ้นไปถึงศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าเขาพลายดำ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่ได้ทำหนังสือแจ้งมาล่วงหน้าจึงไม่สามารถให้พักค้างได้ จึงเดินทางกลับลงมาเวลา 6 โมงเย็น ใกล้จะค่ำแล้วจึงเริ่มมองหาสถานที่ที่จะกางเต็นท์พักแรมแถวๆริมทะเล เมื่อซับผ่านร้านอาหารครัวบางปอซึ่งอยู่ติดถนนบรรยากาศดูเงียบสงบดี จึงกลับรถและเลี้ยวเข้าไปขอพักกางเต้นท์ค้างแรมสักคืน เจ้าของร้านอนุญาตจึงกางเต้นท์พักแรมที่ใต้ต้นหูกวางใหญ่ด้านหน้าชายหาด (ปัจจุบันอยู่หน้าบ้านไทย ริมทะเล) ก่อนเดินทางกลับได้พูดคุยกับเจ้าของร้านและถามคำถามที่เพียงอยากรู้ว่า “ที่ดินแถวนี้เป็นอะไรกัน?” ได้รับคำตอบจาก เจ้าของร้านว่า “นส.3ก” “ที่นี่จะขายนะ””ไร่ละ 2 ล้านกว่า” บทสนทนาจบลงตรงนั้น และ อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ก็เดินทางออกไป นั่นเป็นเพียงคำเสนอลอยๆ ที่ไม่มีการตอบสนองในเวลานั้นใครจะไปคาดคิดว่าบทสนทนาประโยดนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของ “สวนยินดีทะเล”ในปัจจุบันนี้

Read More “เกี่ยวกับสวนยินดีเกาะพะลวย”

บรรยายกรุงเทพ ครั้งที่ 2/2567

ข้อมูลคอร์ส
วันที่

15 ธันวาคม 2024
สถานที่จัด
บริษัท พี.เอส.ฟู้ด โปรดักส์ จำกัด (หอประชุมชั้น 3 อาคารเอ)
สมัคร
เจ้าภาพ
ค่าอาหารและที่พัก
ร่วมเป็นเจ้าภาพ 300 บาท
แจ้งเดินทาง

รายละเอียด

บรรยายกรุงเทพ ครั้งที่ 2/2567 

วันที่ 15 ธันวาคม 2567

สถานที่ หอประชุมชั้น 3 อาคาร A บริษัท พี.เอส.ฟู้ด โปรดักส์ จำกัด

รับจำนวน 500 คน

***เปิดรับสมัครผ่านลิงค์ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567***

กำหนดการ :

08.30-09.30 น. ลงทะเบียน

09.30-12.00 น. บรรยาย

12.00-13.00 น. รับประทานอาหาร

13.00-15.00 น. บรรยาย

**ร่วมเป็นเจ้าภาพอาหารและการจัดงาน ท่านละ 300 บาท**

การแต่งกาย :

แต่งกายด้วยชุดสุภาพ ไม่ใส่เสื้อคอลึก เสื้อบาง กางเกงขาสั้น และเป็นชุดที่สะดวกในการนั่งพื้น นั่งสมาธิฟังธรรม (เน้นการนั่งพื้นเป็นหลัก) …ท่านที่มีปัญหาข้อเข่าหรือท่านผู้สูงอายุมีเก้าอี้หลังห้องบริการ

การเดินทาง :

แผนที่ Google map :

PS Foods

ท่านที่นำรถมาสามารถจอดรถในโรงงานได้

การเดินทางด้วย BTS ลงรถที่สถานี การเคหะฯ มีรถบริการรับส่งติดป้าย “ฟังธรรม อ.ประเสริฐ”

รอบรถวิ่งทุก 30 นาที ในเวลา 07.00 / 07.30 / 08.00 และ 08.30 น.

ขั้นตอนการสมัคร :

คลิกสมัครที่ลิงค์ –> อ่านรายละเอียดให้ชัดเจน และโอนเงินเก็บสลิปรอไว้ก่อนการกรอกรายละเอียดสมัคร –> กรอกรายละเอียด –> แนบสลิปการโอนเงิน –> กด Submit (เสร็จสิ้นการสมัคร)
**ท่านจะได้รับอีเมลตอบรับการสมัครอัตโนมัติ หากไม่ได้รับ กรุณาเช็คที่ Junk Mail ของท่าน**

ลิงค์การเปิดรับสมัคร จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ค่ะ